ผ่าตัดหลังใส่เหล็กไปแล้ว 2 ปี... ทำไมวันนี้กลับมาปวดและชาขาจนเดินแทบไม่ไหว?
ผ่าตัดหลังใส่เหล็กไปแล้ว 2 ปี... ทำไมวันนี้กลับมาปวดและชาขาจนเดินแทบไม่ไหว?
"หมอครับ... ผมนึกว่าผ่าตัดใส่เหล็กดามหลังไปแล้ว ทุกอย่างจะจบ"
นี่คือประโยคแรกที่คุณลุงวัย 77 ปี ท่านหนึ่งเอ่ยกับหมอด้วยน้ำเสียงที่มีความกังวลอย่างชัดเจน
คุณลุงท่านนี้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางที่ลำบาก ต้องมีลูกหลานช่วยพยุงทั้งซ้ายและขวา ใบหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวด ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน เคยได้รับการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังและใส่เหล็กดาม (สกรู) เพื่อรักษาอาการกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท
ช่วงปีแรกหลังผ่าตัด ชีวิตดีขึ้นมากครับ อาการปวดหายไป เดินเหินได้คล่องแคล่ว จนคิดว่าโรคนี้คงหายขาดไปแล้ว
แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา อาการปวดหลังเริ่มกลับมาเยือน เบื้องต้นก็คิดว่าคงปวดเมื่อยธรรมดาตามประสาผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจคือ "อาการปวดร้าวลงขาและชาที่รุนแรงมาก"
มันไม่ใช่แค่ปวดตุบๆ แต่มันปวดจี๊ดเหมือนไฟฟ้าช็อต วิ่งลงไปที่ขาข้างหนึ่ง จนบางครั้งขาอ่อนแรง ขยับตัวพลิกตัวบนที่นอนก็ลำบาก จะลุกเดินไปเข้าห้องน้ำก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะตั้งหลักได้
คำถามที่อยู่ในใจของคุณลุงและญาติๆ คือ "เหล็กมันหลุดหรือเปล่าหมอ?" หรือ "ทำไมผ่าแล้วไม่หายขาด?"
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังกันแบบง่ายๆ ครับ เพราะเชื่อว่ามีผู้สูงอายุหลายท่านที่เคยผ่าตัดหลังไปแล้ว หรือลูกหลานที่มีพ่อแม่เคยผ่าตัด อาจจะกำลังกังวลกับปัญหานี้อยู่
ความจริงของการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
ก่อนอื่นหมอต้องขอทำความเข้าใจก่อนครับว่า การผ่าตัดกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะการใส่เหล็กยึดตรึงข้อกระดูกนั้น เราทำเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น "ณ เวลานั้น" ครับ
เช่น ณ ตอนนั้นกระดูกข้อที่ 4 และ 5 มันเสื่อมมากและเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หมอก็ทำการผ่าตัดเพื่อขยายโพรงเส้นประสาทและยึดข้อที่ 4 และ 5 ให้อยู่นิ่งๆ อาการปวดจึงหายไป
แต่ร่างกายของคนเรามีกระดูกสันหลังหลายข้อต่อกันเป็นลูกโซ่ครับ ตั้งแต่คอลงมาถึงเอว การที่เรายึดข้อใดข้อหนึ่งไว้นิ่งๆ ไม่ได้แปลว่าข้ออื่นๆ ที่เหลือจะหยุดเสื่อมตามไปด้วย
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนยางรถยนต์ครับ วันนี้ยางล้อหน้าแตก เราเปลี่ยนยางล้อหน้าใหม่ รถก็วิ่งได้ดี แต่ยางล้อหลังที่ไม่ได้เปลี่ยน มันก็ยังคงใช้งานต่อไป และเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและการใช้งานครับ
สาเหตุที่ทำให้กลับมาปวดหลังผ่าตัด (ในระยะ 1-2 ปีขึ้นไป)
สำหรับกรณีของคุณลุงวัย 77 ปี ท่านนี้ สาเหตุที่ทำให้กลับมามีอาการปวดร้าวลงขาและชาอย่างหนัก ส่วนใหญ่มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ครับ
1. โรคข้อข้างเคียงเสื่อม (Adjacent Segment Disease)
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดครับ เมื่อเราผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังข้อใดข้อหนึ่งไปแล้ว (ทำให้ข้อนั้นขยับไม่ได้) ข้อกระดูกที่อยู่ "ติดกัน" ทั้งด้านบนและด้านล่าง จะต้องรับภาระหนักขึ้นครับ
มันต้องขยับตัวมากกว่าปกติเพื่อชดเชยส่วนที่ถูกยึดไว้ เมื่อต้องทำงานหนักขึ้น รับแรงกระแทกมากขึ้น นานวันเข้า ข้อที่อยู่ติดกันนี้ก็จะเสื่อมเร็วกว่าปกติ เกิดหินปูนเกาะ หรือหมอนรองกระดูกทรุดตัวลงมาทับเส้นประสาทเส้นใหม่ได้ครับ
2. การเกิดพังผืดรัดเส้นประสาท (Epidural Fibrosis)
หลังจากการผ่าตัดทุกชนิด ร่างกายจะมีกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิด "แผลเป็น" หรือ "พังผืด" ภายในครับ
ในบางราย พังผืดเหล่านี้อาจจะหนาตัวขึ้นและเข้าไปรัดตรึงรอบๆ เส้นประสาท ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่สะดวก หรือเกิดการดึงรั้งเวลาเราขยับตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดและชาได้
3. ปัญหาจากอุปกรณ์หรือกระดูกไม่เชื่อมติด (Implant Failure / Pseudarthrosis)
ถึงแม้จะพบน้อยกว่าข้อแรก แต่ก็เป็นไปได้ครับ เช่น สกรูที่ยึดไว้อาจจะมีการหลวม (Loosening) เนื่องจากกระดูกของผู้สูงอายุมักจะมีความพรุน ทำให้เกลียวสกรูยึดเกาะได้ไม่แน่นเท่าคนหนุ่มสาว
หรือในบางกรณี กระดูกที่หมอตั้งใจจะให้มันเชื่อมติดกัน มันกลับไม่ยอมเชื่อม ทำให้โลหะต้องรับแรงตลอดเวลา จนเกิดการขยับตัวเล็กน้อย ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวได้ครับ
อาการแบบไหนที่ต้องรีบกลับมาหาหมอ?
ถ้าท่านเคยผ่าตัดหลังไปแล้ว แล้วมีอาการปวดเมื่อยธรรมดา พักแล้วหาย ก็อาจจะยังไม่ต้องกังวลมากครับ แต่ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ครับ:
ปวดร้าวลงขา: ปวดจี๊ดๆ เหมือนไฟช็อต วิ่งจากเอวหรือสะโพก ลงไปที่ขา น่อง หรือเท้า
อาการชา: รู้สึกหนาๆ ที่ผิวหนังเหมือนใส่ถุงน่อง หรือหยิกไม่เจ็บ โดยเฉพาะบริเวณหลังเท้าหรือฝ่าเท้า
ขาอ่อนแรง: กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินแล้วขาพับ หรือรองเท้าหลุดโดยไม่รู้ตัว
ระบบขับถ่ายผิดปกติ: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (อันนี้อันตรายมาก ต้องรีบมาทันทีครับ)
เดินลำบาก: จากที่เคยเดินได้ไกลๆ ตอนนี้เดินได้แค่สั้นๆ ก็ต้องหยุดพักเพราะปวดหรือขาชาจนก้าวไม่ออก
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย
เมื่อมาพบหมอ หมอจะไม่ได้ดูแค่แผลผ่าตัดเก่าครับ แต่เราต้องตรวจละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
1. การตรวจร่างกาย
หมอจะเช็คกำลังของกล้ามเนื้อขาแต่ละมัด เช็คการรับความรู้สึก (อาการชา) และเช็คปฏิกิริยาตอบสนองของเส้นประสาท (Reflex) เพื่อดูว่าเส้นประสาทเส้นไหนกำลังมีปัญหา
2. เอกซเรย์ (X-ray)
เพื่อดูโครงสร้างกระดูกโดยรวม ดูแนวของกระดูกสันหลัง และที่สำคัญคือ "เช็คสถานะของเหล็กและสกรู" ว่ายังอยู่ในตำแหน่งที่ดีหรือไม่ มีการถอนตัวหรือหักหรือไม่ รวมถึงดูการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกข้อข้างเคียง
3. เอ็มอาร์ไอ (MRI)
อันนี้สำคัญมากครับ สำหรับคนที่มีอาการชาและปวดร้าวลงขา เพราะ MRI จะทำให้หมอเห็น "เนื้อเยื่ออ่อน" เช่น เส้นประสาท หมอนรองกระดูก และโพรงประสาท ว่ามีอะไรไปกดทับเส้นประสาทซ้ำหรือไม่ หรือเป็นที่ข้อใหม่ที่อยู่ติดกัน
แนวทางการรักษา: ต้องผ่าตัดใหม่อีกไหม?
นี่คือสิ่งที่คนไข้กลัวที่สุดครับ หมออยากบอกเพื่อให้กำลังใจว่า "ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใหม่ทุกคนครับ" การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โดยเราจะเริ่มจากเบาไปหาหนักเสมอ
1. การปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด
หากอาการไม่รุนแรง หรือเกิดจากกล้ามเนื้อและพังผืด การทำกายภาพบำบัด เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ลดการยึดติดของเส้นประสาท และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้แข็งแรง จะช่วยพยุงกระดูกสันหลังได้ดีขึ้นครับ รวมถึงการลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพื่อลดแรงกดทับ
2. การใช้ยา
หมออาจจะปรับยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือยาบำรุงปลายประสาท เพื่อลดอาการปวดและชา ให้คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้
3. การฉีดยาระงับปวด (Interventional Spine Pain Management)
หากทานยาและกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น แต่ยังไม่อยากผ่าตัด หรือสภาพร่างกายไม่พร้อมผ่าตัดใหญ่ หมออาจแนะนำการฉีดยาเข้าโพรงเส้นประสาท หรือฉีดบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุด (Selective Nerve Root Block)
การฉีดยานี้ นอกจากจะช่วยลดการอักเสบและลดปวดได้ดีแล้ว ยังช่วย "ยืนยันตำแหน่ง" ที่เกิดโรคได้แม่นยำด้วยครับ ว่าปวดจากข้อไหนกันแน่
4. การผ่าตัดแก้ไข (Revision Surgery)
เราจะพิจารณาการผ่าตัดซ้ำ ก็ต่อเมื่อ:
- รักษาด้วยวิธีอื่นมาเต็มที่แล้วเกิน 3-6 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้น
- มีอาการทางระบบประสาทที่รุนแรงขึ้น เช่น ขาอ่อนแรงชัดเจน หรือระบบขับถ่ายล้มเหลว
- ตรวจพบว่าเหล็กหัก หลวม หรือกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง
การผ่าตัดรอบสอง มักจะมีความซับซ้อนกว่ารอบแรก เพราะมีพังผืดเดิมอยู่ และโครงสร้างกระดูกอาจเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครับ
สรุป: สิ่งที่หมออยากฝากไว้
อาการปวดหลังผ่าตัดไม่ใช่เรื่องที่ต้องสิ้นหวังครับ สำหรับคุณลุงวัย 77 ปี การที่กลับมาปวดไม่ได้แปลว่าการผ่าตัดครั้งแรก้มเหลว แต่เป็นธรรมชาติของความเสื่อมที่เกิดขึ้นได้กับข้อกระดูกที่เหลืออยู่
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเป็นเรื่องตลอดชีวิตครับ ไม่ใช่ผ่าเสร็จแล้วจบกัน การหลีกเลี่ยงการก้มเงยยกของหนัก การคุมน้ำหนัก และการหมั่นบริหารกล้ามเนื้อหลัง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของกระดูกสันหลังข้ออื่นๆ ได้
และที่สำคัญ หากมีอาการปวดหรือชาที่ผิดปกติ อย่าเก็บความสงสัยไว้ หรือซื้อยากินเองจนโรคลุกลามครับ รีบกลับมาปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขได้ทันท่วงที ให้ท่านกลับมาเดินได้ มีรอยยิ้ม และมีความสุขกับลูกหลานได้อีกครั้งครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
#ปวดหลังร้าวลงขา #ผ่าตัดหลังแล้วปวด #กระดูกทับเส้นประสาท #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังผู้สูงอายุ #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลังเสื่อม #ชาขา #คลินิกกระดูกและข้อ
Comments
Post a Comment